วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566

เรียนออนไลน์


เรียนออนไลน์ครั้งที่1💕

วัน อังคาร ที่ 7 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2566



เรียนออนไลน์ครั้งที่2💕

วันจันทร์ ที่ 4 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2566














วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566

Portfolio


 













เด็กน้อยในใจฉัน

 เด็กน้อยในใจฉัน

น้องยิ้ม



    เมื่อหลับตาและนึกถึงเด็กน้อยในใจฉัน หนูคิดถึงน้องยิ้ม เพราะทุกๆเช้าเขาจะมาโรงเรียนแล้วยิ้มแย้มแจ่มใส จะยกมือไหว้คุณครูและหนูทุกครั้ง ในแต่ละวันน้องชอบเล่าเรื่องราวให้ฟัง ชอบพูด น้องจะพูดติดอ่างบ้าง แต่น่ารักมากๆค่ะ จริงๆแล้วที่เด็กน้อยคนชื่อยิ้มคนนี้เป็นเด็กที่หนูคอยสังเกตมาโดยตลอด และแอบดูการเขียนและการทำกิจกรรม น้องค่อนข้างเรียนรู้ได้ช้า และทำกิจกรรมไม่ค่อยได้ หนูจะคอยสังเกตตลอด หนูจึงได้สอบถามครูพี่เลี้ยงท่านบอกว่า น้องเป็นเด็กมีพัฒนาการที่ช้ามีใบรับรองว่าน้องมีพัฒนาการช้า อายุน้องอยู่อนุบาล3แต่พัฒนาการจะอยู่ในช่วงอนุบาล1
วันหนึ่งมีกิจกรรมที่หนูจะต้องจัดให้กับเด็กๆชั้นอนุบาล3 เป็นกิจกรรมติด ตัด ปะ และม้วนกระดาษ หนูจะคอยช่วยดูแลเด็กทุกคน และช่วยทำกิจกรรม ในช่วงม้วนกระดาษหนูเข้าไปหาน้อง น้องก็พูดบอกว่า”ครูครับทำยังไงครับ ผมทำไม่ได้”หนูจึงสอนเขาอย่างช้าๆเขาก็ทำตาม แล้วทำได้ พอเขาเห็นหนูก็อวดใหญ่เลยว่าตัวเองทำได้ ทำท่าทางกำมือสองข้าง แล้วพูดคำว่า”yes “ แล้วดีใจแล้วยิ้มปริเลยค่ะ หนูดีใจมากๆที่เขาชอบกิจกรรมที่พาทำ และดีใจที่เขามีความสุขในการทำกิจกรรม
สิ่งที่หนูกังวล= โรงเรียนตชด.ห้องอนุบาล3มีเด็กค่อนข้างเยอะคุณครูมี1คนต่อเด็ก30กว่าๆ ซึ่งคุณครูอาจจะดูแลไม่ทั่วถึง และอาจจะไม่ค่อยได้ดูแลเขาทำกิจกรรม หนูค่อนข้างเป็นห่วงด้านพัฒนาการ เพราะเขาควรมีกิจกรรมที่พิเศษมากกว่าเพื่อนและการดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้เขามีพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีขึ้




ดอกไม้ในใจฉัน

 

 ดอกไม้ในใจฉัน


   ดอกไม้ในภาพ  คือ ดอกเฟื่องฟ้า

    ดอกไม้จริง    คือ  ดอกเฟื่องฟ้า

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566









แบบฝึกคิด

 ศึกษาเอกสาร และสื่อ ประจำหน่วยที่ 1 

แล้วทำแบบฝึกคิด ต่อไปนี้ 

- เมื่อนึกถึงคำว่า “การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้” “การประเมินตามสภาพจริง”  “แบบทดสอบ” นักศึกษามีความคิด ความรู้สึก หรือประสบการณ์เกี่ยวกับคำเหล่านี้อย่างไรบ้าง ให้บรรยายเป็นความเรียง (ความยาวรวมไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ) โดยทำส่งใน Google FORM นี้  #ตั้งชื่อไฟล์ด้วยรหัสประจำตัวของนักศึกษา 3 ตัวท้าย+ชื่อ 

เมื่อนึกถึงคำว่า การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้” “การประเมินตามสภาพจริง  แบบทดสอบนักศึกษามีความคิด ความรู้สึก หรือประสบการณ์เกี่ยวกับคำเหล่านี้อย่างไรบ้าง ให้บรรยายเป็นความเรียง (ความยาวรวมไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ)


การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้

นักศึกษามีความคิดว่า การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นการนำข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการมาสรุป เพื่อตัดสินใจจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละด้านเป็นรายบุคคล และจะต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้ ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้ถึงขั้นสูงสุด และใช้รายงานผู้ปกครอง 

 เทคนิคที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการเด็ก

 1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก( Observation )

 2. การสัมภาษณ์ ( Interview )

 3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก(Anecdotes )

 4. แฟ้มผลงานเด็ก ( Portfolios )

 5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ(Checklists )

 6. การเขียนบันทึก ( Journal )

 7. การทำสังคมมิติ ( Sociogram )

ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับเด็ก

1. กิจกรรม : กิจกรรมกลุ่มใหญ่

2. บันทึกพฤติกรรมและคำพูด :ครูนั่งที่เก้าอี้ตัวเล็กที่กลางห้อง เด็กๆทั้งหมดนั่งที่พื้นด้านหน้าของครู ครูวางหนังสือนิทานเล่มใหญ่เรื่อง แม่ไก่แดง ไว้บนที่วางหนังสือสำหรับอ่านให้เด็กฟัง

ครู : วันนี้เราจะอ่านหนังสือด้วยกันนะค่ะ

วิเคราะห์ :การที่น้องโมได้ร่วมกิจกรรมกลุ่มใหญ่ทำให้น้องโมได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนๆ และครู ได้สร้างความรู้สึกว่าตัวน้องโมเองเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน ได้เรียนรู้บทบาทของผู้นำและผู้ตาม น้องโมได้เผชิญกับประสบการณ์สำคัญหลายข้อ ได้แก่ การร้องเพลง การรับรู้ความต้องการของเพื่อนๆ การเล่าประสบการณ์ของตนเองและการสนุกกับภาษาด้วยการฟังนิทาน

การประเมินตามสภาพจริง

นักศึกษามีความคิดว่า การประเมินตามสภาพจริงเป็นกระบวนการสังเกต บันทึก หรือตรวจสอบผลงานของเด็ก ตลอดจนวิธีการที่เด็กได้ลงมือกระทำ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงคุณภาพที่มีความต่อเนื่อง นำไปสู่การปรับเปลี่ยนกิจกรรมสภาพการณ์ ประสบการณ์การเรียนรู้ ในทางที่ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กทั้งรายบุคคลและในชั้นเรียน เป็นการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนและการแสดงออกของผู้เรียนรายบุคคลผ่านการปฏิบัติจริงด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย มุ่งเน้นพัฒนาการของผู้เรียน รวมทั้งเนื้อหาสาระทั้งในภาพกว้างและภาพรวมของการเรียนรู้และความสามารถของผู้เรียน อันจะนำไปสู่การพัฒนาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุเป้าหมาย สนองความต้องการ และเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ ลักษณะสำคัญของการประเมินสภาพจริง คือ ภาระงาน (Tasks) ซึ่งต้องเป็นงานที่สอดคล้องกับชีวิตจริงในบริบทที่หลากหลาย เป็นการประเมินความก้าวหน้า (Formative Assessment) อย่างต่อเนื่อง รวมถึงกลยุทธ์ที่ผู้เรียนใช้ในการเรียนรู้ ออกแบบการประเมินสำหรับระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันและมีลักษณะเฉพาะสำหรับผู้เรียนแต่ละบุคคล ตลอดจนให้สารสนเทศที่ช่วยสะท้อนความร่วมมือระหว่างนักเรียนและครู มีคำแนะนำในการประเมินที่มุ่งเน้นว่าผู้เรียนมีความรู้และสามารถทำอะไรได้

ขั้นตอนของการประเมินตามสภาพจริงนั้น มีการดำเนินการเป็นขั้นตอนเช่นเดียวกับการประเมินผลโดยทั่วไปดังนี้

1. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายการประเมินว่าต้องการประเมินผู้เรียนด้านใดบ้างและมีจุดเน้นที่ต้องการในเรื่องใด ทั้งนี้ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับทราบหรือมีส่วนในการกำหนดวัตถุประสงค์ด้วย โดยทั่วไปแล้วการประเมินจะครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะการปฏิบัติและด้านคุณธรรมของผู้เรียน

2. กำหนดเกณฑ์ วิธีการที่จะใช้ในการประเมินเพื่อให้ได้ผลหรือข้อมูล ซึ่งผู้เรียนควรมีโอกาสได้กำหนดเกณฑ์และรับทราบเกณฑ์ของการประเมิน

3. กำหนดองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน ได้แก่ ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ครู ผู้เรียน เพื่อน เป็นต้น และกำหนดรายการพฤติกรรมที่ต้องการประเมินที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์

4. กำหนดเครื่องมือในการประเมิน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้จะต้องมีความหลากหลายเหมาะกับผู้เรียน วัตถุประสงค์ที่ต้องการประเมิน และเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้

5. กำหนดช่วงเวลาที่ต้องการประเมิน หรือสถานการณ์ หรือสถานที่ ที่มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการประเมิน เช่น การประเมินขณะทำกิจกรรม หรือการประเมินจากผลงาน หรือการประเมินในกิจกรรมหรืองานพิเศษ

6. วิเคราะห์ผลและจัดการข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือที่ไว้ประเมิน เช่น จากแบบบันทึกจากรายการของข้อมูลแบบต่าง ๆ จากแฟ้มสะสมงาน จากแบบสัมภาษณ์ เป็นต้น

7. การสรุปผลการประเมิน เป็นการสรุปผลโดยเปรียบเทียบจากเกณฑ์ที่กำหนดและ นำผลระหว่างเรียนมาประกอบ จากนั้นจึงนำผลมาใช้ในการพัฒนาผู้เรียนต่อไป

แบบทดสอบ

นักศึกษามีความคิด ความรู้สึก หรือประสบการณ์เกี่ยวกับคำเหล่านี้คือ การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ ( รูปภาพ ) มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา แบบทดสอบประเมินด้านสังคม แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ของเด็ก

ยกตัวอย่างทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 

1.       ด้านการสังเกต

การชิม

สถานการณ์  :   ครูนำแก้วใส่น้ำ 3 ใบ วางไว้บนโต๊ะ ซึ่งประกอบด้วย แก้วใบที่ 1 ใส่น้ำต้มสุก แก้วใบที่ 2 ใส่น้ำ ต้มสุกผสมเกลือ และ แก้วใบที่ 3 ใส่น้ำต้มสุกผสมน้ำตาล จากนั้นให้เด็ก ๆ ชิมน้ำแต่ละแก้ว แล้วตอบคำ ถาม

คำถาม

1. น้ำในแก้วใบที่ 1 มีรสชาติอย่างไร (น้ำเปล่า)

2. น้ำในแก้วใบที่ 2 มีรสชาติอย่างไร (น้ำผสมเกลือ)

3. น้ำในแก้วใบที่ 3 มีรสชาติอย่างไร (น้ำผสมน้ำตาลทรายขาว)

เกณฑ์การให้คะแนน

1. บอกได้ถูกต้องว่าน้ำในแก้วใบที่ 1 เป็นน้ำเปล่า ได้ 1 คะแนน

2. บอกได้ถูกต้องว่าน้ำในแก้วใบที่ 2 มีรสเค็ม ได้ 1 คะแนน

3. บอกได้ถูกต้องว่าน้ำในแก้วใบที่ 3 มีรสหวาน ได้ 1 คะแนน

4. บอกไม่ถูกต้องว่าแก้วแต่ละใบมีรสชาติใด ได้ 0 คะแนน




สรุป CLIP เสนอรายงานหลักการ แนวคิด และเทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย


การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
หน่วยที่ 4 หลักการแนวคิด และเทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ควรยึดหลักการ ดังนี้

1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
2. ประเมินพัฒนาการเด็กทุกด้าน คือ การประเมินพัฒนาการเด็กด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม
และสติปัญญา ซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึง
ประสงค์แต่ละวัยที่กำหนดวัยในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็น รายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี  เพื่อพัฒนาความก้าวหน้า
ของเด็กเป็นรายบุคคลให้เต็มศักยภาพ
4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจวัตรประจำวัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย
5. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก

แนวคิดของหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560

1. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก
2. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองรวมและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ
3. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง สมองของเด็กเป็นสมองที่
สร้างสรรค์และมีการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับอารมณ์
4. แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นและการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นเป็นกิจกรรมการแสดงออกของเด็ก
5. แนวคิดเกี่ยวกับการคำนึงถึงสิทธิเด็ก การสร้างคุณค่า และสุขภาวะให้แก่เด็กกปฐมวัยทุกคน
6. แนวคิดเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูควบคู่การให้การศึกษา การจัดการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็ก
7. แนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการเด็กปฐมวัย เป็นช่วงวัยที่เรียนรู้ผ่านการเล่นและการทำกิจกรรม ที่
เหมาะสมตามวัย
8. แนวคิดเกี่ยวกับสื่อ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถนำสื่อ
เทคโนโลยี และการจัดสภาพแวดล้อม
9. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินตามสภาพจริง การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยยึดวิธีการสังเเกต
เป็นส่วนใหญ่
10. แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของครอบครัว สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวันและชุมชน
การพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
11. แนวคิดเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็นไทยและความหลากหลาย การ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี

แนวทางการประเมินพัฒนาการ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560

    1. พัฒนาการด้านรำงกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหว สุขภาพ
อนามัยที่ดีรวมถึงการใช้มือกับตาที่ประสานสัมพันธ์กันในการทำกิจกรรมต่างๆ
    2. พัฒนาการเนอารมณ์-จิตใจ เป็นความสามารถในการแสดงอารมณ์และความรู้สึก โดยที่เด็กรู้จัก
ควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมตามวัยและสถานการณ์เพื่อผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ
    3. พัฒนาการด้านสังคม เป็นความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นปรับตัวในการเล่นและอยู่
ร่วมกับผู้อื่นสามารถทำหน้าที่ตามบทบาทของตนทำงานร่วมกับผู้อื่นรู้กาลเทศะสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน
    4. พัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถทางสมองที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้สิ่ง
ต่างๆรอบตัวและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและสิ่งแวดล้อมด้วยการรับรู้สังเกตจดจำวิเคราะห์รู้คิดรู้เหตุผล
และแก้ปัญหาทำให้สามารถปรับตัวและเพิ่มทักษะใหม่

ขั้นตอนการประเมินพัฒนาการ

การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้นเกิดขึ้นใน
ห้องเรียนขณะจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของเด็กมีขั้นตอนดังนี้
    1. การวิเคราะห์มาครฐานตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์และการกำหนดประเด็นการประเมินพูดสอน
ต้องวิเคราะห์มาตรฐานตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์และกำหนดสิ่งที่จะประเมิน
    1.1การวิเคราะห์มาตรฐานตัวบ่งชี้สภาพที่พึ่งประสงค์การนำหลักสูตรสถานศึกษาไปสู่การจัด
ประสบการณ์ได้มีการวิเคราะห์สาระการเรียนรายปีที่สอดคล้องของมาตรฐานตัวบ่งชี้สภาพที่ พึงประสงค์
    1.2 การกำหนดประเด็นการประเมินเป็นการกำหนดพัฒนาการที่ต้องการประเมินตามสภาพที่หึง
ประสงค์ซึ่งครอบคลุมพัฒนาการทั้งสีด้าน
    2. การกำหนดวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการเมื่อผู้สอนกำหนดประเด็นการ
ประเมินพัฒนาการได้ชัดเจนแล้วขั้นตอนต่อไปคือการกำหนดวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
พัฒนาการผู้สอนต้องวางแผนและกำหนดวิธีการประเมินให้เหมาะสม
    2.1 การสังเกตและการบันทึกแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
    1. การสังเกตแบบเป็นทางการ คือ การสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้
แบบบันทึกพฤติกรรมแบบเป็นทางการกำหนดประเด็นหรือพัฒนาการที่ต้องการสังเกต สอดคล้องกับสภาพที่พึงประสงค์ระบุชื่อ นามสกุลเด็ก วัน เดือน ปีเกิด ไว้ล่วงหน้ารวมทั้งชื่อผู้ทำการสังเกต ดำเนินการสังเกตโดยบรรยายพฤติกรรมเด็กที่สังเกตได้ตามประเด็นผู้สังเกตต้องบันทึกวัน เดือน ปี ที่ทำการสังเกตแต่ละครั้ง
    2. การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ คือ แบบบันทึกพฤติกรรมแบบไม่เป็นทางการเป็นการบันทึก
พฤติกรรมเหตุการณ์หรือการ จัดประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนทุกวันโดยระบุชื่อนามสกุล วัน เดือน ปีเกิดเด็ก วันเดือนปีที่บันทึกอาจบันทึกโดยใช้การบรรยายใคร ทำอะไร ที่ไหน ทำอย่างไร ซึ่งจะเน้น
เฉพาะเด็รายกรณีที่ต้องการศึกษาควรมีรายละเอียดและข้อมูลที่ชัดเจน
    2.2 การบันทึกการสนทนา เป็นการบันทึกการสนทนาทั้งแบบเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล เพื่อประเมิน
ความสามารถในการแสดงความคิดเห็นและพัฒนาการด้านการใช้ภาษาของเด็กความสามารถในการคิดรวบยอด การแก้ปัญหารวมถึงพัฒนาการด้านสังคม อารณ์จิตใจและบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทึก
พฤติกรรมหรือบันทึกรายวัน
    2.3 การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาพแวคล้อมที่เหมาะสม
เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล ผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้ผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดยการบันทึกข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์ผู้สอน
    2.4 สารนิทัศน์ สำหรับเด็กปฐมวัยเพื่อการประเมินพัฒนาการ การจัดทำสารนิทัศน์เป็นการจัดทำ
ข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโตพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บันทึกเป็นระยะระยะจะทำเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็กสามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทางค้านร่างกายอารมณ์จิตใจสังคมและสติปัญญา
    2.5 การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก เป็นการประเมินการเจริญเติบโตค้านร่างกายของเด็กซึ่งการ
พิจารณาการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่ว ๆ ไปอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ น้ำหนัก ส่วนสูง เส้นรอบศรีษะ ฟันและการเจริญเดิบโตของกระดูกสำหรับแนวทางการประเมินการเจริญเติบโต

เทคนิคการประเมินเด็กปฐมวัย

    1.การสังเกตพฤติกรรมเด็ก วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวอย่างไม่เป็นทางการใช้รวบรวมพัฒนาการทุก
ด้านการสังเกต เป็นการฟังและการเฝ้าดูพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกตามธรรมชาติ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กและเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก
การสังเกตที่ดี
    มีจุดมุ่งหมาย มีแบบสังเกตกฎเกณฑ์ การให้คะแนนพฤติกรรมจาการสังเกตมีการจดบันทึกข้อมูลเป็น
หลักฐาน จนสามารถนำมาประเมินได้

การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
    1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็ก ค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใดและส่งเสริมพัฒนาการทุก
ด้าน
    2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าอย่าง
ต่อเนื่อง

    2.แบบสัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์เป็นชุดของข้อคำถามเช่นเดียวกับแบบทดสอบ เพียงแต่แบบ
สัมภาษณ์ ผู้ตอบใช้การฟังและสัมภาษณ์ใช้สอบถามความคิดเห็น ความสนใจของเด็กปฐมวัย โดยทั่วไปการ
สัมภาษณ์แบ่งเป็นประเภทมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง

ข้อดีของการสัมภาษณ์
ได้ข้อมูลคำตอบที่ละเอียดและเชิงลึกใช้กับเด็กปฐมวัยใด้ สามารถสังเกพฤติกรรมเด็กควบคู่กัน
ได้ด้วย
ส่วนข้อจำกัด
เก็บข้อมูลได้น้อยใช้เวลานานเสียค่ใช้จ่ายมากและต้องใช้ผู้สัมภาษณ์ที่มีทักษะดีพอ
ครูจะใช้สัมภาษณ์เด็กปฐมวัย ควรมีลักษณะ ดังนี้
    1.ในการถามเด็กครูควรตั้งคำถามในลักษณะสนทนาและถามคำถามในเวลาเดียวกันและในการถาม
ควรจะถามด้วยภาษาง่าย ๆ
    2.สร้างบรรยากาศที่ดีในการสัมภาษณ์ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจและทำให้เด็กให้ความร่วมมือ
    3.ผู้สัมภาษณ์จะต้องมีทักษะในการสังเกตและการฟังเป็นอย่างดี

    3. การสนหนา การสนทนาเป็นวิธีการวัดและประเมินอย่างไม่เป็นทางการ มีลักษณะสภาพจริงแท้ที่
เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวเด็กได้อย่างชัดเจนและโดยตรงที่สุด วิธีการนี้ครูได้พูดคุยและฟังเด็กช่วยให้ครูได้เห็นพฤติกรรมสีหน้ากิริยาทำทาง การเกิดปฏิสัมพันธ์รู้จักเค็กมากขึ้น
นอกจากนั้นเป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดตาม เกิดการเรียนรู้จากการโต้ตอบพูดคุย ดังนั้นวิธีการประเมินด้วยวิธีนี้จึงนับว่าเป็นการเก็บข้อมูลที่ตรงที่สุดของการประเมินตามสภาวะที่แท้จริงและเป็นไปตามธรรมชาติ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและจดบันทึกได้
จุดมุ่งหมายของการสนทนา
    1.เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเด็ก ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย
    2.เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดและเรียนรู้การพูดคุยกับนักเรียนหรือเด็ก
    3.เพื่อศึกษาคันพบสิ่งที่มีอยู่ในใจเด็กชื่งไม่อาจสังเกตได้โดยตรงการพูดคุยทำให้ครูสามารถประเมินได้

หลักการประเมินด้วยการสนทนา

    1.ครูกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนว่าจะพูดคุยอะไรและเด็กคนไหน
    2.เตรียมคำพูดคุยให้พร้อมที่จะถามได้อย่างครอบคลุมจนสามารถสรุปยุติได้
    3.สร้างบรรยากาศในการพูดคุยแบบเป็นกันเอง อบอุ่นและปลอดภัย พูดตอบอย่างอิสระและสบายใจ
เพื่อให้ได้ความจริงมากที่สุด
    4.ต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องที่จะพูดคุยมาล่วงหน้าอย่างชัดเจนเพื่อให้สามารถสรุปคำตอบต่างๆได้อย่าง
ถูกต้องยิ่งขึ้น
    5.ต้องจดบันทึกคำสัมภาษณ์อย่างรวดเร็ว ดังนั้นผู้สัมภาษณ์ต้องฝึกซ้อมการสัมภาษณ์และการจด
บันทึกข้อมูลอย่างดีก่อน

4.บันทึกประจำวัน บันทึกประจำวันหรืออนุหิน คือ การที่บุคคลถ่ายทอดเรื่องราวที่เกี่ยวกับกิจกรรม
และเหตุการณ์ต่าง 1 ตลอดจนเจคติของผู้บันทึกต่อสิ่งที่กล่าวมาแล้วออกมาเป็นตัวหนังสือเอาไว้ ตามที่ตนได้ประสบหรือจะทำในแต่ละวัน
วัตถุประสงค์ในการทำบันทึกประจำวัน
    1.เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงในโอกาสต่างๆ ที่จำเป็น
    2.เพื่อช่วยให้บุคลากรอื่นๆ ได้รู้จักและเข้าใจในตัวนักเรียนดียิ่งขึ้น
    3.เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมช่วยเหลือและพัฒนานักเรียนตามหลักฐานที่ใด้อาจพบจาก
รายการบันทึก
    4.เพื่อเป็นการระบายอารมณ์
    5.เพื่อเป็นประโยชนในการช่วยเหลือแนะแนวและบริการให้คำปรึกษาแก่นักเรียน
รูปแบบของการเขียนบันทึกประจำวัน
ในการเขียนบันทึกประจำวันอาจจะเขียนได้ 2 รูปแบบ คือ
    1.การบันทึกเหตุการณ์หรือกิจกรรมและระบุเวลาพร้อมทั้งรายละเอียด
    2.การบันทึกเหตุการณ์หรือกิจกรรมโดยไม่ระบุเวลาจะบอกเหตุการณ์หรือกิจกรรมและแสดง
ความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์หรือกิจกรรมนั้น ๆ

5.การประเมินตามสภาพจริงและแฟ้มสะสมผลงาน วิธีการวัดและประเมินแบบไม่เป็นทางการในบท
มีลักษณะการวัคและการประเมินผลตามสภาพจริงและเป็นแฟ้มสะสมผลงาน ซึ่งมีลักษณะของการเก็บ
รวบรวมข้อมูลตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เป็นไปในเชิงปฏิบัติแล้วนำข้อมูลมารวบรวมมาวิเคราะห์ ซึ่งไม่ใช่การใช้แบบสอบถามการประเมิน แบบนี้เหมาะสำหรับการจัตการเรียนการสอนในระดับปฐมวัย การประเมินตามสภาพจริงและแพ้มสะสมผลงานเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการนำไปใช้ประเมินเด็กปฐมวัย
    การใช้การประเมินสภาพจริงครูผู้สอนควรตั้งจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กมีความมั่นใจและประสบ
ความสำเร็จในการเรียนรู้ ดังนี้
    1. ส่งเสริมให้เด็กนำความรู้สู่การปฏิบัติ เช่น งานกิจกรรม
    2. ส่งเสริมให้เด็กได้นำความรู้ที่หลากหลายทักษะรวมทั้งความสามารถต่างๆ มาบูรณาการสร้าง
ชิ้นงานกิจกรรม
    3. ส่งเสริมให้เด็กสามารถผลิตขึ้นงานกิจกรรมที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด
    4. ส่งเสริมให้กำลังใจเด็กในการประเมินผลงานโดยการประเมินมีเกณฑ์ที่หลากหลาย

6.แบบตรวจสอบรายการ
แบบตรวจสอบรายการเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจดบันทึกหรือตรวจสอบลำดับพฤติกรรมหรือลำดับ
ทักษะที่เด็กแสดงออกมาอย่างมีจุดมุ่งหมายในการศึกษา ลักษณะของแบบสำรวจรายการ
    1.เหมาะสำหรับการตรวจสอบรายการพฤติกรรมที่มีจำนวนหลายข้อหลายรายการ
    2.รายการพฤติกรรมมีลักษณะจัดอยู่ในประเภท คือ 1.พฤติกรรมเฉพาะด้านพัฒนาการ ได้แก่
พฤติกรรมทางค้านอารมณ์และสังคม ความสนใจต่างๆ 2. พฤติกรรมธรรมชาติทั่ว ๆ ไป ได้แก่ ทักษะการ
แก้ปัญหา ทักษะด้านสังคม ทักษะกระบวนการวิเคราะห์ ทักษะการใช้ภาษาพูด ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์
    3. รายการพฤติกรรมเป็นลักษณะของพฤติกรรมที่มีลำดับขั้นแสดงพัฒนาการหรือความก้าวหน้า

7.สังคมมิติ คือ เทคนิคหรือวิธีการวัคผลวิธีหนึ่งเพื่อต้องการทราบพัฒนาการทางสังคมของบุคคล
ประโยชน์และข้อจำกัดของสังคมมิติการใช้สังคมมิติเพื่อการประเมินพัฒนาการทางสังคมของกลุ่ม อาจใช้ในหลายกิจกรรมไม่จำเป็นจะต้อง
อยู่ในห้องเรียนหรือจำกัดเฉพาะวงการศึกษาและอาจใช้ใด้ในกลุ่มเต็กเล็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ในวงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจ กลุ่มสมาคม กลุ่มการเมือง หรือกลุ่มกิจกรรมชั่วคราว เช่น กลุ่มทัศนศึกษา กลุ่มไปแคมป์กลุ่มลูกเสือเป็นต้น กลุ่มสังคมที่จะใช้ในการสังคมมิติ โดยเฉพาะจะนำไปสร้างภาพแผนผังสังคมมิติไม่ควรจะเป็นกลุ่มใหญ่

8.การทดสอบ กระบวนการใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า แบบทคสอบไปเล่าให้ผู้สอบตอบสนองในรูปของ
พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่ต้องการวัด การทดสอบถือเป็นวิธีการหนึ่งของการ

9.การใช้สารนิทัศน์ การจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโด
พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะจะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกายอารมณ์สังคมและสติปัญญา
ประโยชน์ของสารนิทัศน์ที่มีต่อเด็กปฐมวัย
    1.การจัดทำสารนิทัศน์ที่หลากหลายจะช่วยครูในแง่ของการตรวจสอบคุณภาพการศึกษาที่ดี
    2.ครูที่จัดทำสารนิทัศน์อย่างสม่ำเสมอจะจัดประสบการณ์ให้เด็กได้สอดคล้องปัญหาและพัฒนาการ
เด็ก วัดผลซึ่งในการวัดผลนั้น สามารถใช้เครื่องมือได้อย่างหลากหลาย เช่น แบบสอบถาม แบบทดสอบ การสัมภาษณ์ การตรวจผลงาน การรายงานตนเอง การบันทึกจากผู้ที่เกี่ยวข้อง



 

 


ประวัติส่วนตัว

  ชื่อ นางสาวสุมาลี  แดงทน  (ใบเฟิร์น) Profile ประวัติส่วนตัว ส่วนตัว เกิดวันที่ 19เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2545 อายุ 21  ปี  เชื้อชาติไทย  สัญชา...